สวัสดี บุคคลทั่วไป

บันทึกนักเดินทาง - เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม พฤษภาคม มีนาคม 2546

  • 1 ตอบ
  • 14742 อ่าน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  บันทึกนักเดินทาง - เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม พฤษภาคม มีนาคม 2546   
โดย มุนาซัง
 
ตอนแรกฉันไม่ได้จัดเอาประเทศเบลเยียมเข้าไว้ในแผนตะลอนยุโรปช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนเลย    แต่เนื่องจากทนเพื่อนรบเร้าไม่ไหวก็จำเป็นต้องยกเลิกโครงการไปเที่ยวที่อื่นๆ    ไว้ทั้งหมด ยังไงเพื่อนเราก็ต้องมาก่อนวันยังค่ำล่ะนะ..........

ประเทศเบลเยียมตั้งอยู่ในตอนกลางของทวีปยุโรป โดยมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์    ลักเซมเบิร์ก ทั้งสามประเทศนี้รวมกันเรียกว่า กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ( Benelux    ) นอกจากนี้ก็ยังมีพื้นที่ติดกับประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศสด้วย

เบลเยียมได้เข้าเป็นสมาชิกเครือสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ.    2500 มีเมืองหลวงคือกรุงบรัสเซลส์ ( Brussels ) มีพื้นที่กว่า 30,500 ตารางกิโลเมตร    ประชากรจำนวนประมาณ 10 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
 
ใจจริงฉันอยากจะนั่งรถไฟไปคนเดียวแต่คู่หูของฉันในคราวนี้คือคุณโอลี่ไม่ยอมให้ฉันออกตะลอนคนเดียว    สุดท้ายก็เลยต้องมาทนขับรถให้คุณนายอย่างฉันได้ไปเที่ยวและเยี่ยมเพื่อนด้วยตามระเบียบ    ส่วนเพื่อนก็แสนจะดีใจเหลือหลาย เตรียมจัดหาที่พัก สำรวจราคาและจองให้พวกเราเสร็จสรรพ    พร้อมทั้งเตรียมวันหยุดวันลาเพื่อที่จะได้พาเราเที่ยวได้อย่างเต็มที่
 
จากเมืองที่เราอยู่ต้องขับรถขึ้นไปทางทิศเหนือก่อนก่อนจะเลียบไปทางฝั่งตะวันตกของเยอรมนี โดยออกจากทางเมืองอาเค่น ( Aachen) ของเยอรมัน พอเข้าเขตประเทศเบลเยียมป้ายบอกชื่อถนนชื่อเมืองเปลี่ยนมาเป็นภาษาฝรั่งเศสควบคู่กับภาษาดัชต์สองข้างทางก็ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ต่างๆ นานาพันธุ์สลับกับเนินเขาเตี้ยๆมาจนตลอดทางเราบอกเพื่อนว่าไม่ต้องมารับหรอกจะขับรถไปจอดถึงหน้าบ้านให้ได้เนื่องจากรถของเรามีระบบนำทางติดในรถยนต์ หรือ Navigatorที่เพิ่งซื้อซอฟต์แวร์ของแผนที่เบลเยียมมาใส่เมื่อไม่นานมานี้

แต่พอเข้าเขตเมือง Huyหรือเมืองฮุย จริงๆ น่าจะออกเสียงเป็นสำเนียงอีสานสักหน่อยว่า “ ฮ่วย ” นะ(ฮา....) เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดลีเย่ (Liege)เส้นทางที่เราคิดว่าแสนจะกะทัดรัดก็ดูสับสน งงงันพวกเราไม่น้อยแถมชื่อถนนที่บ้านเพื่อนตั้งอยู่ก็ไม่มีในเครื่องนำทางเสียด้วยพวกเราก็เลยสุ่มดูตามที่เพื่อนบอกไว้ว่าพอเจอปั๊มน้ำมันเข้าให้แล้วก็เลี้ยวซ้ายไปไม่ถึงร้อยเมตรก็จะเจอบ้าน กวาดตามองตามบ้านเลขที่แล้วถนนที่ว่าอยู่ตรงไหนก็ยังหาไม่เจอ วนไปวนมาอยู่สองรอบผ่านปั๊มน้ำมันเป็นรอบที่สองนั่นล่ะถึงได้โผล่มาเจอถนนที่บ้านเพื่อนตั้งอยู่เข้า
   
ทัศนียภาพแสนสวยที่เมือง Huy
 
รวมระยะทาง 500 กิโลเมตรกว่าๆ จากเมืองซินเดลฟิงเง็น ( Sindelfingen )ที่เราอาศัยอยู่ในเขตเยอรมันตอนใต้ใกล้ๆ กับสตุทการ์ท ( Stuttgart )ผ่านมาทางเมืองลีเย่ มาจนถึงเมืองฮุยที่เพื่อนอาศัยอยู่ขับรถทั้งหมดใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมงกว่าๆ รวมทั้งเวลาจอดพักหลงทางนิดหน่อยแล้ว .... ด้วยความเร็วกว่า 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทบจะบินได้มาลดความเร็วก็ตอนผ่านแดนและบางช่วงที่มีการจำกัดความเร็วเท่านั้นเอง
 
น่ากลัวจริงๆ คนขับรถสัญชาติเยอรมันเนี่ย ! ........

ประเทศอื่นๆ ในแถบยุโรปเค้าก็กลัวป้ายรถทะเบียนและใบขับขี่สัญชาติเยอรมันกันทั้งนั้น    ก็แหมบนถนนออโตบาห์น (Autobahn) เค้าไม่มีการจำกัดความเร็ว ขับช้ากว่า    120 กม./ชม. จะโดนสวดเสียด้วยซ้ำโทษฐานไปกีดขวางการจราจรของชาวบ้านเค้า
 
เพื่อนออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะพาพวกเราเอาข้าวของไปเก็บที่โรงแรมที่พัก    ก่อนจะพานำเที่ยวตลอดทั้งสองวันที่พวกเราพักอยู่ที่นั่น ส่วนวันสุดท้ายก่อนกลับพวกเราบอกว่าจะขอขับรถเที่ยวเองดีกว่า

   


http://forum.khonkaenlink.info/index.php?topic=31467.0

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2008, 12:41:47 PM โดย cheekypixie007 »    บันทึกการเข้า

วีดีโอ เด็ดๆ ดูทีวีออนไลน์ ฝากรูปฟรี ไม่มีหมุดอายุ ห้องคุยคนขอนแก่น ตลาดออนไลน์ ที่ใหญ่ที่สุดในขอนแก่น
sab
ไม่มีงานทำ ตกงานช่วยทีเถอะ ติดต่อเลขาส่วนตัว ด่วน
ยิ่งกว่าแฟนพันธุ์แท้
****

จิตพิสัย: 1726
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,653

Thank You
-Given: 0
-Receive: 16

ไม่ขายอะไรอีกแล้ว เบื่อคน เบื่อสังคมจะหนีไปบวชแล้ว


เว็บไซต์
   
   
Re: เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 12:39:10 PM »
   
อ่านแล้วได้ความรู้ครับ.....

   บันทึกการเข้า
cheekypixie007
"Die Meister der WeLT"
เพื่อนของเรา
**

จิตพิสัย: 45
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 448

Thank You
-Given: 0
-Receive: 0


"Mission POSSIBLE พาขอนแก่นเราโกอินเตอร์..โย่ว!"


เว็บไซต์
   
   
Re: เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 12:42:43 PM »
   
ที่พักของพวกเราอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของเพื่อนโดยมีแม่น้ำมาส    (Maas )ตามที่เรียกกันในประเทศเนเธอร์แลนด์และกลุ่มคนที่พูดภาษาดัชต์ในประเทศเบลเยียมแบ่งกั้นไว้   
 
 
แม่น้ำ Maas

เพื่อนยังบอกอีกด้วยว่าจริงๆ แล้วแม่น้ำสายนี้ไหลผ่านมาจากแคว้นลอร์เรน(Lorraine ) ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งคนที่นั่นเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า มูส(Meuse)เมื่อไหลผ่านมาถึงเบลเยียมในส่วนที่เป็นพื้นที่ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสกันก็ยังเรียกเป็นชื่อเดิมอยู่แต่พอไหลผ่านไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ก็เลยเรียกเป็นMaasตามชื่อเมืองของเนเธอร์แลนด์ที่เป็นเมืองชายแดนกับติดประเทศเบลเยียมคือเมืองมาสทริคต์ (Maastricht ) สุดท้ายก็ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำไรน์ ( RheinRiver )ของเยอรมันก่อนที่จะไหลเข้าสู่ทะเลเหนือใกล้กับเมืองรอทเทอร์ดัม(Rotterdam ) ของเนเธอแลนด์
 
ณที่แม่น้ำมาสแห่งนี้นี่เองที่เป็นจุดกำเนิดมันฝรั่งทอดหรือที่เราเรียกกันว่า “ เฟรนช์ฟราย ” ขึ้นเมื่อกว่า1,000ปีที่ผ่านมาโดยชาวประมงยากจนของเบลเยียมในเมืองอังดีนน์(Andenne)ไม่ไกลจากเมืองฮุยมากนักที่ได้แนวคิดทำมันฝรั่งทอดขึ้นมาเนื่องจากในฤดูหนาวแม่น้ำสายนี้จะกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดจนกระทั่งชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้จึงได้ใช้มันฝรั่งทอดมาแทนที่ปลาทอดจึงกลายมาเป็นจุดกำเนิดครั้งแรกในโลกของประวัติศาสตร์มันฝรั่งทอดแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประวัติศาสตร์ดังกล่าวก็ไม่ได้รับการยืนยันเป็นทางการแต่อย่างใดเพียงแต่มีนักประวัติศาสตร์กล่าวถึงอยู่บ่อยๆ เท่านั้นเองฟังแล้วก็เป็นงง!! ก็คงเหมือนนิยายเล่าปรัมปราบางเรื่องของไทยเรานั่นเอง
 
กลับมาดูที่พักของเรากันต่อ เป็นประเภท Bed & Breakfast   ซึ่งก็เป็นที่พักรวมอาหารเช้าไว้บริการตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของครอบครัวหนึ่ง    เจ้าของลงมาต้อนรับก็ดูสะอาดดีแต่สภาพบ้านเป็นบ้านไม้ทรงโบราณเดินบนบันไดทีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดๆ    มีภาพของบรรพบุรุษรุ่นเก่าๆของตระกูลประดับเต็มทางเดินไปหมด บรรยากาศดูขลังมากๆ   สนนราคาที่พักก็ตกคืนละ 60 ยูโร ภายในห้องเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นแบบโบราณเริ่มตั้งแต่เตียง    โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า และอื่นๆยกเว้นห้องน้ำที่ดูเหมืนจะต่อเติมใหม่ ว้าว...   อย่างนี้นอนหลับแล้วจะเจออะไรดีๆ หรือไม่เนี่ย....
 
เจ้าของบ้านบอกว่าทั้งครอบครัวชอบอ่านหนังสือการ์ตูนกันมาก   การ์ตูนที่เป็นเหมือนหนังสือนวนิยาย หรือหนังสือเล่มโตปกอาบมันเสียสวย    ไม่เหมือนหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่วางขายในบ้านเราเขาก็ยังเอามาประดับข้างฝา    ตามระเบียงทางเดินและในห้องนอนที่แบ่งทำเป็นเรือนพักเยอะแยะเต็มไปหมด   แต่ก็ดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบค่ะ เอาไว้ขากลับตอนกลางคืนจะมานั่งดูสำรวจให้สะใจ   แต่ถ้าอ่านภาษาฝรั่งเศสรู้เรื่องก็คงจะสนุกกว่านี้อย่างแน่นอน
 
หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็มีเวลาพักผ่อนอยู่เกือบสองชั่วโมงก่อนที่เพื่อนจะมารับ    โอลิวิเยร์เพื่อนของฉันกับลาติเซียผู้ภรรยากำลังมีลูกเล็กๆวัยยังไม่ถึงขวบดีนัก    ทั้งสองก็เลยต้องกลับไปดูแลกันก่อน
 
พอถึงเวลานัดที่เพื่อนจะมารับพวกเราอีกก็รีบแจ้นลงมาข้างล่างเพื่อที่จะได้ไปสำรวจบ้านเมืองเขาเป็นครั้งแรกสำหรับวันแรกนี้ก็คงจะเที่ยวแค่ในเมืองฮุยนี่ก่อนเพื่อนเป็นคนอาสาพาขับรถให้โดยจอดรถของเราทิ้งไว้หน้าที่พักจะดีกว่าเพื่อความสะดวกและประหยัดก่อนอื่นต้องเอาลูกชายไปฝากไว้กับคุณตาคุณยายก่อนซึ่งอยู่ระหว่างทางที่เรากำลังจะไปกันซึ่งขณะนั้นทั้งสองท่านอยู่ที่ร้านเสริมสวยของคุณแม่ของลาติเซีย
 
บรรยากาศร้านเสริมสวยก็ไม่แตกต่างจากบ้านเราเลยมีสุภาพสตรีวัยเลยกลางคนสามคนกำลังใช้บริการอยู่    คนหนึ่งกำลังทำเล็บอีกคนอบไอน้ำ ส่วนอีกคนคุณแม่ของลาติเซียกำลังสระผมให้   แท่นสระผมจะเป็นเหมือนอ่างล้างมือบ้านเราแต่จะมีช่องเจาะด้านหน้าสำหรับเอาคอไปวางพาดลงไปพอดี    การสระผมแบบนี้ก็จะไม่ค่อยเลอะเทอะมาก

เพื่อนแนะนำให้พวกเรารู้จักกับครอบครัวและบรรดาลูกค้าทั้งหลาย   คุณพ่อของลาติเซียสาธิตการทักทายแบบฝรั่งเศสให้แก่ฉันตอนแรกฉันก็เหนียมๆ    อยู่แต่คิดว่าตอนนี้เราอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามธรรมเนียมเขาสิแล้วฉันก็จำภาษาฝรั่งเศสได้อยู่คำสองคำตามที่เคยแอบท่องสนุกๆ   ตอนเด็กๆ นั่นก็คือคำว่า
 
“ บองชูร์ – สวัสดีค่ะ ” กับ
 
“ เชอมาแปวล์ มุนา – ฉันชื่อ มุนาค่ะ ”
 
เท่านั้นเองก็เรียกเสียงหัวเราะอย่างเอ็นดูให้แก่ทุกคนที่นั่นได้ชาวเบลเยียมทั้งหลายต่างก็เป็นมิตรและเป็นกันเองมากจนฉันหายอึดอัดกับความรู้สึกก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวต่อหน้าชาวเบลเยียมกันอย่างไรดี

ตัวเมืองฮุยก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก ถนนหนทางก็ค่อนข้างเล็กๆคับแคบแต่ก็ดูน่ารักเหมือนกัน ตัวตึกอาคารบ้านช่องก็ดูเหมือนจะย่อส่วนลงมาพอเหมาะพอเจาะแต่แบบบ้านของเบลเยียมแท้ๆจะทำด้วยอิฐสีแดงหม่นๆส่วนของหลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวบ้านจะสั้นเต่อดูไม่ค่อยสวยนักมีรางรองรับน้ำฝนเล็กๆและหลังคาจะเทลาดไปด้านหลังของบ้านเสียมากกว่าบ้านบางหลังก็มีเครือเถาวัลย์ต้นไม้เล็กๆขึ้นเกาะผนังก็มีคนที่นี่เขาจะสร้างบ้านทีต้องไปแจ้งกับทางการก่อนแล้วก็ต้องสร้างให้คล้ายๆ กันด้วยเหตุผลก็เพื่อการประหยัดทรัพยากรและป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดต่อธรรมชาติเสียเป็นส่วนใหญ่คิดจะสร้างบ้านก็จะทำทันทีตามใจฉันเหมือนที่เมืองไทยเราไม่ได้หรอก
 
สถานที่แรกที่พวกเราได้เข้าชมในเมืองฮุยนี้ก็คือบริเวณแกรนด์เพลส ( GrandPlace ) หรือออกเสียงตามสำเนียงฝรั่งเศส ว่ากร็องปลาสต์เป็นย่านใจกลางของเมืองเป็นสถาปัตยกรรมโบราณและเป็นศูนย์รวมทางด้านธุรกิจมีน้ำพุสวยงามลือชื่อซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองฮุยตั้งอยู่ที่นี่ด้วยนั่นก็คือ น้ำพุ ลี บาสสินีอา “Li Bassinia”บริเวณแกรนด์เพลสถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกราชของเบลเยียมและยังเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการจังหวัดฮุยด้วยไม่ว่ากิจใดๆที่เกี่ยวกับทางราชการก็ต้องมาติดต่อที่นี่ทั้งนั้นเพื่อนบอกว่าตอนแต่งงานเขาก็ต้องมาจดทะเบียนสมรสกันที่นี้เอง
 
 
   
ศาลาว่าการแห่งเมือง Huy


   บันทึกการเข้า
cheekypixie007
"Die Meister der WeLT"
เพื่อนของเรา
**

จิตพิสัย: 45
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 448

Thank You
-Given: 0
-Receive: 0


"Mission POSSIBLE พาขอนแก่นเราโกอินเตอร์..โย่ว!"


เว็บไซต์
   
   
Re: เที่ยวอุ่นใจในเบลเยียม
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 12:43:28 PM »
   
หลังจากนั้นเราก็ไปที่โบสถ์นอร์เทอร์ดัม (The Collegial   Church Notre-Dame)กันแต่แวะไปขอเอกสารข้อมูลกันก่อนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งเมืองฮุย    ซึ่งก็อยู่ข้างๆ โบสถ์ ตัวอาคารนั้นเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกลางสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่    16 เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักมากบริการด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ให้เอกสารเรามาตั้งหลายอย่าง   แล้วยังอวยพรขอให้เที่ยวเบลเยียมให้สนุกด้วย น่ารักจริงๆ ......
 
โบสถ์นอร์เทอร์ดัม นั้นสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1311แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็ตกเข้าปีค.ศ. 1536 ตัวโบสถ์มีความสวยงามมากเป็นศิลปะแบบโกธิคในช่วงศตวรรษที่ 14และ 15สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระแม่มารีเราเข้าไปข้างในแล้วต้องตกตะลึงต้องมนตร์ด้วยความขลังและความสวยงามของศิลปะรูปทรงอาคารลายเขียนบนฝาผนังโบสถ์และบริเวณที่ทำพิธีกรรมของบรรดาคริสตศาสนิกชนทั้งหลายซึ่งฝั่งตรงข้ามกับบริเวณที่ทำพิธีนั้นจะเป็นเวทียกชั้นขึ้นไปใช้สำหรับการแสดงของวงดนตรีและการบรรยายต่างๆยืนอยู่ข้างในนี้พวกเราไม่กล้าคุยเสียงดังกันเลยล่ะเพื่อนที่ทำหน้าที่ไกด์บรรยายเรายังยืนด้วยความสงบนิ่งและพูดบรรยายโดยใช้เสียงต่ำๆบรรยากาศข้างในก็เลยดูศักดิ์สิทธิ์ๆทั้งที่เราก็ไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไรกันสักหน่อย

ไม่ไกลจากโบสถ์นักก็จะมีพิพิธภัณฑ์ของเทศบาลเมืองฮุยตั้งอยู่แต่เป็นที่น่าเสียดายที่วันนั้นปิด   พวกเราก็เลยอดเข้าไปศึกษาหาความรู้ข้างในกันพอจะมีเวลาเหลือก่อนค่ำก็เลยไปต่อที่เมืองข้างๆ    คือเมืองอเมย์ (Amay)โดยต้องขับรถปีนเขาขึ้นไปเพื่อที่จะไปชมปราสาทเจเฮย์    (Chateau de Jehay) ซึ่งมีความสวยงามมาก ทำด้วยอิฐก้อนโตมีสระน้ำใหญ่รายรอบยกเว้นบริเวณด้านหน้าของตัวปราสาท   จึงดูเหมือนว่าตัวปราสาทนั้นลอยอยู่บนน้ำ เงาของปราสาทจะตกลงไปในน้ำดูแล้วเหมือนในนิยายจักรๆ    วงศ์ๆ ของตะวันตกอย่างไรอย่างนั้นบริเวณด้านข้างและฝั่งตรงข้ามปราสาทเป็นสวนพักผ่อนขนาดใหญ่   มีต้นไม้และรูปปั้นประดับประดาเต็มไปหมดสำหรับรูปปั้นนั้นมีแต่รูปปั้นสาวงาม   ประหนึ่งว่าเป็นเหล่านางฟ้านางสวรรค์แต่สวนใหญ่เหล่านั้นรูปปั้นค่อนข้างจะออกแนวอิโรติคไปหน่อย   นักท่องเที่ยวชายวัยสูงอายุคนหนึ่งถึงกับตะเบ๊ะท่าหยอกเย้าคู่กับสาวสวยรูปปั้นนางหนึ่งโดยมีภรรยาถ่ายรูปให้    ดูแล้วตลก น่ารัก ชวนอมยิ้มไปด้วย

ปราสาทเจเฮย์แห่งนี้นัยว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของวิวัฒนาการสถาปัตยกรรมยุคกลางแห่งหนึ่งเลยทีเดียวถือว่าเป็นตำหนักฤดูร้อนของราชวงศ์มานานหลายศตวรรษจนกระทั่งได้ตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัว เดอ เมอโรด (de Merode)ในช่วงปี ค.ศ. 1492 – 1680ซึ่งต่อมาก็ตกมาเป็นมรดกของ ฟรังคอยส์ แวน เดนสตีน (Francois van denSteen) หรือท่านเคานต์ฯ (The Count Guy van denSteen)ก็ตัดสินใจขายปราสาทที่พำนักแห่งนี้ให้แก่ทางจังหวัดลีเย่ไปในปีค.ศ. 1978เพื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญแต่ทางจังหวัดมีสิทธิครอบครองปราสาทนี้อย่างเต็มที่ภายหลังจากที่ท่านเคานต์ฯ เสียชีวิตลงในวันที่20 ธันวาคม ค.ศ. 1999 เมื่อไม่นานมานี้เองค่าบริการเข้าชมปราสาทฯและพิพิธภัณฑ์ภายในสำหรับผู้ใหญ่คนละ 5 ยูโรส่วนเด็กครึ่งราคา
 
   
   
   
   ปราสาทเจเฮย์ที่เมืองอเมย์   

ไม่น่าเชื่อว่าบรรดาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆจนถึงภาพวาดและผ้าม่านจะคงทนสวยงามมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้   พวกเราก็เดินชมเสียเพลินเลยล่ะ ข้างในเราสามารถถ่ายรูปได้แต่เอาเข้าจริงๆ   ก็เพลินเสียจนไม่ได้เก็บภาพข้าวของภายในไว้เป็นที่ระลึกสักใบยกเว้นรูปตัวปราสาทด้านนอก

ตกค่ำวันนั้นพวกเรามีนัดทานอาหารเย็นแบบสุดหรูในตัวจังหวัดลีเย่ที่ภัตตาคารฝรั่งเศสที่เพื่อนได้จองโต๊ะไว้ล่วงหน้าแล้วและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับพวกเราด้วยด้วยโอลิวิเยร์กับลาติเซียจึงต้องเอาลูกชายตัวน้อยไปฝากไว้ที่บ้านคุณปู่คุณย่าชั่วคราวอีกครั้งเพื่อที่จะได้มีเวลาให้กับพวกเราเต็มที่เราก็เลยได้เจอกับพ่อแม่ของโอลิวิเยร์ท่านทั้งสองท่าทางใจดีมากยิ้มแย้มตลอดเวลาคุณพ่อของเพื่อนดึงมือฉันไปดูหมวกและกรอบรูปมีดอกไม้ประดิษฐ์ติดอยู่ที่ผนังท่านบอกว่าได้มาจากเมืองไทยตอนที่ไปพักผ่อนที่เมืองไทยก่อนกลับท่านทั้งสองอวยพรให้เราเที่ยวเบลเยียมอย่างสนุกพร้อมๆกับสอนวิธีทักทายและลากันแบบฝรั่งเศสให้โดยเอาแก้มชนกันจุ๊บที่แก้มด้วยก็ได้สามครั้งฉันก็ทำได้อย่างไม่เคอะเขินแล้วล่ะตอนนี้
 
ที่ภัตตาคารแห่งนี้ผู้คนเยอะมาก แต่อาหารก็อร่อยน่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นตัวเมืองในเวลากลางวัน    แถมฝนก็ตกปรอยๆจะออกไปท่องเมืองยามราตรีก็กระไรอยู่วันแรกในเบลเยียมช่างแสนคุ้มค่าเสียจริงเชียว   คืนนั้นหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ชิมไวน์เบลเยียมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควรแก่เวลาก็เลยพากันขับรถกลับเมืองฮุย

วันนี้เป็นวันที่สองแล้ว พวกเราต้องตัดสินใจเลือกว่าจะไปเมืองบรูกส์   หรือเมืองบรัสเซลส์ดี ทั้งนี้ถ้าจะไปเมืองแรกที่มี Water Channel อันแสนสวยงามและลือชื่อคงจะไม่สะดวกแน่เพราะฝนตก   หนทางก็ไกลกว่าไปเมืองหลวงถึงจะมีงานใหญ่ที่บรัสเซลส์แต่ก็ยังน่าไปกว่าอยู่ดี   พวกเราเห็นพ้องว่าไปดูหนูน้อยยืนฉี่กับอะโตเมี่ยม และทิ้งท้ายที่มินิยุโรปกันดีกว่า    ก็เลยออกเดินทางกันสายๆ ได้

ตัวฉันเองเพลินกับทิวทัศน์สองข้างทางระหว่างที่นั่งรถเข้าสู่ตัวกรุงบรัสเซลส์   เมืองหลวงของเบลเยียมมาก ระหว่างนั้นเพื่อนก็ขับรถไปพร้อมๆกับอธิบายและเล่าเรื่องต่างๆ    ไปตลอดทาง ช่างคุยเก่งเสียจริงๆสมกับเป็นพ่อนักขายคนเก่งและดีเจ... จนพวกเรามาถึงบริเวณแกรนด์เพลส    (Grand Place ) แล้วพบว่ามีการเตรียมจัดเวทีการแสดงยกใหญ่นี่ถ้าเราอยู่ต่ออีกหลายวันก็คงได้มาชมคอนเสิร์ตเป็นแน่แท้
 
   
   บริเวณแกรนด์เพลสที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน   
   
มีรถม้าให้นั่งด้วยล่ะจ้า
สำหรับแกรนด์เพลสนอกจากจะเป็นที่พำนักของพระมหากษัตริย์ในอดีตแล้วก็ยังใช้เป็นศาลากลางจังหวัดของเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย   ภายในก็จะมีพิพิธภัณฑ์แหล่งให้ความรู้ที่ไม่ควรพลาดรวมถึงแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน
 
ทางด้านทิศเหนือของตัวเมืองเราเดินไปทักทายหนูน้อยยืนฉี่พอเห็นตัวจริงเข้าแทบตะลึง..ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะก็ตัวจริงออกจะตัวเล็กๆยืนตัวเปล่าเปลือยอยู่บนแท่นด้านหลังจะเป็นเหมือนที่เก็บชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเขาชื่อจริงของหนูน้อยนี้ก็คือ Manneken Pisถือว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่สำคัญของเบลเยียมเลยล่ะถ้ามาที่กรุงบรัสเซลส์แล้วต้องมาถ่ายรูปด้วยกันอยู่เสมอที่พวกเราเคยเห็นจากโทรทัศน์หรือโปสการ์ดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาพซูมใกล้ก็เลยไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะตัวเล็กขนาดนี้เวลาพบเห็นของจริง


   
หนูน้อย Manneken Pis ตัวจริง    ของจริง !!
คณะของเราปิดท้ายชมเมืองหลวงด้วยการซื้อเสื้อยืดที่ระลึกก่อน   ตามด้วยช็อกโกแลตจากร้านหัวมุมถนนที่ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงของเบลเยียม    ช็อกโกแลตของเบลเยียมถือว่าดีที่สุดในโลก ฉันก็เห็นด้วยนะแต่ว่ามันหวานไปหน่อย...   เพื่อนอุตส่าห์โม้ไว้ก่อนว่าเพื่อนของเขาที่อเมริกาบอกว่าจะให้พักโรงแรมสุดหรูฟรีๆ    เลยถ้าเอาช็อกโกแลตเบลเยียมมาฝาก
 
หลังจากนั้นก็ไปยืนต่อคิวเพื่อซื้อเสบียงอาหารและกาแฟเพื่อเดินทางต่อไปยังอะโตเมี่ยม   พอถึงคิวของฉันพนักงานคนขายชายคนหนึ่งออกจะท่าทางหวานแหววพูดกับฉันว่า    “สวัสดีค่า....ขอบคุณค่า ” .... พร้อมกับยกมือไหว้ฉันอย่างน่ารักอ้าวเรื่องจริงนะเนี่ย   ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นหน้าตาเหมือนกะเหรี่ยงดำตกดอย จมูกบี้ๆผมดำอย่างฉันเนี่ยจะทักทายได้ถูกเป๋งขนาดนั้น   ฉันก็เลยเผลออุทานออกไปว่า
 
“SURPRISE!!”

เขา(หรือเธอดี) ก็เลยบอกว่าเค้าเคยไปเมืองไทยมา 2-3    ครั้งชอบทะเลเมืองไทยมาก สวย น้ำใสเห็นทรายแก้ว อาหารไทยก็อร่อยมากด้วย   ... ว้าว....ฉันรู้สึกชื่นชมยินดีและภูมิใจมากเลยล่ะที่เกิดเป็นคนไทย   มาเที่ยวต่างแดนแล้วก็ได้รับคำทักทาย บอกเล่าดีๆ จากชาวต่างชาติที่นี่   
 
ฉันเลยเดินหน้าบานออกมาจากร้านกาแฟและเบเกอรี่แห่งนั้นและในใจก็ตื้นตันไปหมด...........
 
พวกเราซื้อบัตรเข้าชมอะโตเมี่ยม (Atomium) ราคาชมอย่างเดียวก็คนละ    6ยูโร แต่ถ้าเรารวมซื้อบัตรเข้าชม มินิ ยุโรป (Mini Europe)ด้วยก็จะถูกกว่าซื้อแยกกัน    อะโตเมี่ยมนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1958โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่จัดงานนิทรรศการสินค้า    “Brussels World Fair” มีรูปร่างเหมือนโมเลกุลขนาดใหญ่กว่า 160 พันล้านเท่า   เมื่อจัดนิทรรศการเสร็จก็จะรื้อทิ้งแต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็ไม่ถูกรื้อเพราะยังใช้ประโยชน์ได้มากมาย   ทำเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าและงานอื่นๆได้เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่
 
อะโตเมี่ยมประกอบด้วยลูกบอลทั้งหมด 9 ลูก มีแกนยึดตามแบบโครงสร้างโมเลกุล   ซึ่งจะมีลิฟต์และบันไดเลื่อนทะลุได้ทั่วถึงกันนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดไปนั่งดูภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของการสร้าง   อะโตเมี่ยมด้วย ซึ่งจะฉายกันต่อเนื่อง ความยาวประมาณแค่ 15 นาทีมีบทบรรยายพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว   เห็นภาพความยากลำบากในการก่อสร้างอะโตเมี่ยมนี่แล้วถ้ารื้อทิ้งก็คงจะน่าเสียดาย   สู้เก็บไว้ให้เป็นประโยชน์และหากำไรจากการท่องเที่ยวอย่างนี้ต่อไปดีกว่ากันเยอะ....

ระหว่างเดินจากลูกบอลลูกหนึ่งไปยังอีกลูกหนึ่งจะมีบันไดเลื่อนไว้บริการ   แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกไม่ชอบเอาเสียเลยและคิดว่ามันขัดบรรยากาศจังก็คือเสียงเทปเลียนเสียงธรรมชาติ    มีเสียงนกร้องเสียงน้ำตกนั้นค่อนข้างเสียงดังไปสักหน่อยหรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งแนวคิด   อีกหนึ่งมุมมองของอะโตเมี่ยมที่...ให้นักท่องเที่ยวมองเห็นและสัมผัสก็ได้ใครจะไปรู้......
 
ลงมาถึงชั้นล่างก็มีนิทรรศการเล็กๆให้ดูเหมือนกัน ใครอยากซื้อของฝาก   ของที่ระลึกถ้าลืมซื้อมาจากข้างบนก็มาหาเอาที่นี่ได้เช่นกันแต่ไม่ควรพลาดไปยืนถ่ายรูปคู่กับรถกระป๋องคันเล็กๆ   สีแดงด้วยเป็นอันขาด ออกจะน่ารักและไม่มีให้เห็นที่ไหนอีกแล้ว

บริเวณข้างๆ อะโตเมี่ยมนั้นคือเมืองจำลองของยุโรปซึ่งมีการจำลองเอาเมืองต่างๆ    และสถานที่สำคัญๆในเครือสหภาพยุโรปมารวมกันไว้ด้วยสัดส่วนที่ลดลง 25 เท่า   ที่นี่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของเบลเยียมเช่นกัน   เพราะเขามีโฆษณาว่าสามารถเที่ยวไปได้ทั่วยุโรปได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง    !ค่าเข้าชมที่นี่จะมีให้เลือกตั้งแต่ซื้อตั๋วขึ้นชมอะโตเมี่ยมแล้วหรือจะแยกซื้อกันก็ได้    ราคารวมกันอยู่ที่ 15 ยูโร
  อะโตเมี่ยมยืนตระหง่านท่ามกลางลมหนาว   
พอเข้าไปข้างในแล้วก็เพลินจริงๆ ค่ะไม่ต้องกลัวหลงและได้ไปดูทุกสถานที่อย่างครบถ้วน   ไม่ตกหล่นเพราะมีการกั้นเชือกให้นักท่องเที่ยวเดินไปทีละแห่งๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ   แต่ละจุดก็จะให้รายละเอียดข้อมูลของประเทศเหล่านั้นไว้อย่างครบถ้วนบางทีก็มีปุ่มให้กดสาธิตดูรูปแบบวิถีชีวิตของท้องถิ่น    เช่นภูเขาไฟระเบิด หรือเรือแล่นลอดสะพานแล้วสะพานก็ยกตัวเปิดขึ้น เป็นต้น   แบบจำลองเหล่านั้นถึงแม้จะมีขนาดย่อส่วนแต่รายละเอียดต่างๆเหมือนจริงมากจนกระทั่งเราคิดสนุกในใจว่าจะแอบถ่ายรูปต่างๆ   โดยไม่ให้ติดคนอื่นๆ เข้ามาในภาพด้วย แล้วเอาไปหลอกเพื่อนๆให้สนุกกันเล่นว่า

“ เนี่ย...ฉันได้ไปทัวร์ยุโรปมาจนทั่วแล้วนะ !”
 
แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ภาพของอะโตเมี่ยมก็ยังติดมาทุกที    !……
 
   
   
   
เดินไปจนทั่วทั้งมินิยุโรปพอดี ฝนก็เริ่มลงเม็ดปรอยๆ   ท้องไส้ก็เริ่มร้องครวญครางด้วยความหิวแล้วพวกเราเลยพากันเดินเข้ามาข้างใน   บริเวณภายในยังมีนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟ “Spirit of Europe”ซึ่งมีไว้ให้ชมกันตลอดทั้งปีนับจากเดือนพฤษภาคม    พ.ศ. 2546 เป็นต้นมาวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ความรู้และมุมมองหลายๆ มุมเกี่ยวกับยุโรป   ผู้สนใจส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่นั่นเองแต่ว่าอันนี้เราต้องเสียเงินเข้าชมอีกแล้ว    พวกเราก็เลยไม่ได้แวะดูแค่รายละเอียดและข้อมูลตัวอย่างข้างนอกเท่านั้น
 
หลังจบการตะลอนทัวร์สำหรับทริปนี้แล้วถึงแม้จะไม่ได้ไปชมครบทุกซอกทุกมุมของประเทศน่ารักแห่งนี้แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับช่วงเวลาสั้นๆและยังอุ่นใจที่ได้เพื่อนและครอบครัวเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์นำเที่ยวพวกเราปิดท้ายมื้อค่ำกันที่บ้านของเพื่อนโดยภรรยาของเขาเป็นคนทำพาสต้าให้ทานอร่อยมากมื้อนั้นก็เลยกินเสียจนพุงกางถ้ามีโอกาสก็คงได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวเล็กๆแสนจะน่ารักและประเทศเบลเยียมนี้อีกพวกเราต่างก็ร่ำลากันส่วนวันสุดท้ายพวกเราก็ขับรถกลับเยอรมันเลยโดยไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหนอย่างที่ตั้งใจไว้เพราะเหนื่อยจริงๆเอาเป็นว่าถ้ามีโอกาสในอนาคตก็อยากจะกลับมาเยี่ยมประเทศเบลเยียมอีกสักครั้ง......
         
กับลูกชายตัวน้อย ตัวตุ้ย และแก้มยุ้ยเหลือเกิน