สวัสดี บุคคลทั่วไป

5 วิธีทำให้ค่าโฆษณาในเฟสถูกลง

  • 0 ตอบ
  • 2009 อ่าน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

5 วิธีทำให้ค่าโฆษณาในเฟสถูกลง
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2015, 07:55:09 AM »
สำหรับคนที่ขายของในเฟสอยู่แล้ว หรือใช้เฟสบุ๊คเป็นช่องทางโฆษณาสินค้า อาจจะเจอปัญหาว่าเสียค่าโฆษณาแพงขึ้นแต่ได้ยอดขายเท่าเดิมหรือน้อยลง บทความนี้จะอธิบายเทคนิคและวิธีการที่ช่วยลดค่าโฆษณาให้ถูกลงแต่ได้ยอดขายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ที่จะเป็นเช่นนี้ได้ ผู้ลงโฆษณาจะต้องเข้าใจระบบและมีแนวคิดในการลงโฆษณาในเฟสบุ๊คที่ถูกต้อง เทคนิคและวิธีการดังกล่าวมีอะไรบ้างมาดูกันครับ
[/size]1. เลือกการลงโฆษณาโดยจ่ายตามการแสดงผล (CPM) แทนการจ่ายตามคลิก (CPC)
ในระบบการลงโฆษณาออนไลน์ทุกประเภท รวมทั้งระบบของเฟสบุ๊คด้วย จะมีวิธีการคิดเงินค่าโฆษณา 2 แบบด้วยกันคือ
[/size]
    • คิดค่าโฆษณาตามจำนวนคลิก (Pay per click) ผู้ลงโฆษณาจะเสียเงินเมื่อมีคนคลิกดูโฆษณาแต่ละครั้ง เงินที่เราเสียจากการคิดค่าโฆษณาแบบนี้เราเรียกว่า Cost per click หรือ CPC
    • คิดค่าโฆษณาตามจำนวนการแสดงผล (Pay per impression) ผู้ลงโฆษณาจะเสียเงินเมื่อมีคนเห็นโฆษณาครบทุกๆ 1000 ครั้ง โดยไม่จำเป็นว่าโฆษณาจะถูกคลิกหรือไม่ เงินที่เราเสียจากการคิดค่าโฆษณาแบบนี้เรียกว่า Cost per 1000 impression หรือ CPC
    • [/size]ผมเคยถามความเห็นนักเรียนว่าอยากจ่ายเงินค่าโฆษณาแบบไหน นักเรียนทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จ่ายตามจำนวนคลิก เพราะว่าคนที่คลิกแปลว่าสนใจโฆษณาหรือสินค้าของเรา ทำให้มีโอกาสในการซื้อขายสูง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกต้องแล้วครับ เพียงแต่ว่าตอนที่ลงโฆษณาจริงๆ ในเฟสบุ๊คถ้าเราทำโฆษณาได้ดี จะมีคนสนใจและคลิกจำนวนสูงมาก ทำให้อัตราการคลิก (CTR) สูง และส่งผลให้ต้องเสียเงินค่าโฆษณาโดยรวมมากกว่าจ่ายตามจำนวนการแสดงผล และจากประสบการณ์ที่ผมลงโฆษณาในเฟสบุ๊คมา การจ่ายเงินตามการแสดงผลเสียเงินค่าโฆษณาโดยรวมถูกกว่าครับ
      [/size]สำหรับคนที่ลงโฆษณาใหม่ๆ จะตั้งค่าโฆษณาแบบไหนในส่วนของวิธีการคิดค่าโฆษณา ผมแนะนำให้เลือกตัวเลือกแรกตามที่แฟสบุ๊คกำหนดมาให้ดังแสดงในรูปที่ 1 ครับ
      [/size]
      [/size]
      รูปที่ 1 ตัวเลือกในการตั้งค่าการคิดเงินค่าโฆษณา
      [/size]
      2. หลีกเลี่ยงการลงโฆษณาชิ้นเดิมต่อเนื่องยาวนานจนเกินไป
      การปล่อยโฆษณาชิ้นเดิมต่อเนื่องยาวนานเกินไป จะส่งผลให้คนที่เห็นโฆษณานั้นซ้ำหลายๆ ครั้ง มีผลให้ไม่รู้สึกสะดุดตา หรือให้ความสนใจกับโฆษณาชิ้นนั้น แต่ทุกครั้งที่เห็นโฆษณา เราในฐานะผู้ลงโฆษณาได้เสียเงินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากโฆษณาชิ้นนั้นเริ่มมีคนเห็นซ้ำบ่อยมากแล้วก็ควรจะหยุดโฆษณา แล้วทำการสร้างโฆษณาชิ้นใหม่ หรือใช้โฆษณาเดิมแต่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ ในการพิจารณาว่าโฆษณานั้นมีคนเห็นซ้ำมากจนไม่เป็นที่น่าสนใจแล้ว ให้ดูจากตัวแปรสองตัวที่อยู่ในหน้ารายงานสถิติ ดังตัวอย่างตามรูปที่ 2 ครับ

      [/size]
      [/size]
      รูปที่ 2 Frenquency และ Click-Through Rate คือตัวแปรที่ใช้ในการดูว่าโฆษณาแสดงผลบ่อยเกินไปหรือยัง
      [/size]จากรูปที่ 2 หาก Frequency มีค่าสูงและอัตราการคลิกต่ำ (น้อยกว่า 1) ผมจะถือว่าโฆษณานั้นอิ่มตัว หรือถูกพบเห็นบ่อยจนไม่เป็นที่น่าสนใจอีกต่อไป ควรจะหยุดโฆษณากับคนกลุ่มนี้ได้แล้ว
      [/size]
      3. หลีกเลี่ยงการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ซ้ำซ้อนกันในแต่ละโฆษณา
      หากคุณลงโฆษณาหลายๆ ชิ้นขึ้นออนไลน์พร้อมๆ กัน ไม่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด เพราะโฆษณาของคุณจะถูกจำกัดการเข้าถึงไปยังคนกลุ่มนั้น เพราะระบบของเฟสบุ๊คมีข้อกำหนดว่า จะแสดงโฆษณาไปยังคนที่กด Like แฟนเพจเราวันละไม่เกิน 4 โฆษณา และคนที่ไม่ได้ Like เพจเราเพียงวันละไม่เกิน 2 โฆษณาดังนั้นหากเราเลือกกลุ่มเป้าหมายเหมือนกัน สำหรับโฆษณาทุกชิ้นที่มี จะทำให้โฆษณาบางชิ้นไม่ถูกนำไปแสดงผล

      [/size]
      4. เข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่สูงขึ้น
      จุดเด่นของระบบโฆษณาในเฟสบุ๊คคือการเลือกและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ทั้งภูมิภาค เพศ ช่วงอายุ ระดับการศึกษา และความสนใจ ดังนั้นผู้ลงโฆษณาควรคิดหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการผ่านทางระบบโฆษณาของเฟสบุ๊ค เหมือนกับกรณีตัวอย่างที่ผมชอบนำเสนอให้กับนักเรียน สำหรับสินค้าประเภทอาหารเสริมลดน้ำหนัก คนส่วนใหญ่ที่ขายสินค้าชนิดนี้ ก็จะนึกถึงคนอ้วน หรือคนที่มีน้ำหนักเกินที่อยากจะลดน้ำหนักอยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้วยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่อาจจะยังไม่นึกถึงการซื้ออาหารเสริมลดน้ำหนักมาทาน แต่เราสามารถใช้เฟสบุ๊ค ไปจุดกระแสทำให้คนเหล่านั้นอยากซื้อสินค้าของเราได้ ซึ่งแนวคิดนี้ผมใช้ได้ผลกับสินค้าหลายๆ ตัวที่ผมทำโฆษณาให้ และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี

      [/size]
      5. ทำภาพและข้อความบนภาพให้เป็นที่น่าสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
      ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากกับค่าโฆษณาที่เราจะต้องจ่าย เพราะหากเราทำภาพและข้อความที่อยู่บนภาพ รวมทั้งเนื้อหาหลังจากที่คลิกเข้าไปดูแล้ว ได้น่าสนใจจะทำให้ผู้ชมโฆษณาชอบและอดใจไม่ได้ที่จะกด Like, คอมเม้นท์ หรือแชร์โฆษณาของเรา และยิ่งมีคน Like, คอมเม้นท์หรือแชร์มากยิ่งขึ้นเท่าไร ระบบโฆษณาของเฟสบุ๊คก็จะมองว่าโฆษณาของเรามีคุณภาพดี เป็นที่น่าสนใจ โฆษณานั้นก็จะยิ่งมีจำนวนการเข้าถึงสูงมากขึ้นตามไปด้วย และส่งผลให้อัตราค่าโฆษณาต่อหน่วยถูกลง

      [/size]สำหรับท่านที่สนใจการศึกษาการลงโฆษณาในเฟสบุ๊คแบบมืออาชีพ สามารถร่วมงานสัมมนาฟรี ที่จะทำให้คุณได้แนวคิดและวิธีการเริ่มต้นโฆษณาในเฟสบุ๊คอย่างถูกวิธี เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นนักการตลาดออนไลน์ หรือผู้ประกอบการที่...ลงโฆษณาขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ...อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานสัมมนานี้ คลิกที่นี่ครับ
      [/size]หรือใครอยากให้เขียนบทความอะไรเพิ่มเติมสามารถ Comment หรือพิมพ์แนะนำมาได้เลยครับ
      [/size]
      [/size]